หน้าแรกบริการที่ปรึกษาบริการฝึกอบรมเกี่ยวกับเราติดต่อเรา

บทความ

 

การฝึกอบรมอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยหลักการของการฝึกอบรม เพื่อที่จะให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ทำได้รวดเร็วที่สุด แน่นอนว่าน่าจะเร็วกว่าการที่ต้องเรียนรู้ หรือลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง แต่วิธีการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่สุดได้ถูกมองข้ามไป 
หลายท่านคงจะทราบกันว่าการฝึกอบรมมี 2 ประเภท คือ อบรมในห้องเรียน(Classroom Training) และ การอบรมจากการปฏิบัติในงาน(On-the-job Training) ถ้าลองมาเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยของการฝึกอบรมทั้งสองแบบ
  การอบรมในห้องเรียน(Classroom Training) การอบรมจากการปฏิบัติในงาน(On-the-job Training)
ข้อดี

- รวดเร็วเพราะได้รับการถ่าย ทอดโดยตรงจากผู้รู้และครบ ถ้วนในทุกแง่มุม

- จำได้แม่นยำ

- นำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

- ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า

- งานไม่สะดุดเพราะทำงานไปด้วยเรียนรู้ไปด้วย

ข้อด้อย

- ลืมง่าย โอกาสที่จะการนำ ไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีน้อยกว่า

- ค่าใช้จ่ายสูงกว่า

- งานสะดุดเพราะต้องหยุดงานไปอบรม

- ใช้เวลาในการเรียนรู้มากกว่า และอาจจะไม่ครอบคลุมทุกแง่มุม

- มีโอกาสเรียนรู้ผิดแนวทางถ้าขาดผู้รู้(Mentor or Coach) มาคอยชี้แนะ

ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน คงจะต้องคำนึงถึงข้อด้อยและหาทางที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพได้โดยการทำแผนว่าเมื่ออบรมแล้วเสร็จ จะมีการติดตามผลและนำเอาไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่องานที่ทำอยู่นั้นได้อย่างไร การติดตามผลอาจจะไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียว ควรกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในการติดตามเช่นภายหลังจากการอบรม 3 เดือน 6 เดือน เป็นต้น อาจจะมีการทำเป็นเช็คลิสต์(Checklist) เพื่อช่วยให้การสรุปผลทำได้สะดวก และรวดเร็ว

การแก้ไขจุดด้อยของการอบรมในห้องเรียน ควรให้ผู้ที่จะเข้าอบรมเตรียมทำการบ้านหรือตั้งคำถามในสิ่งที่จะเรียนมาก่อน จะได้ผลดีกว่าการที่ไม่ได้เตรียมตัวมาเลย

การแก้ไขจุดด้อยของการเรียนแบบ On the Job อาจทำได้โดยการให้คนที่เป็น Coach สอนหลักการเป็นระยะๆและมีการทดสอบประเมินผลเพื่อให้แน่ใจว่าได้เรียนรู้และเข้าใจในแง่มุมที่ถูกต้องรวมทั้งช่วยลดเวลาในการเรียนรู้ด้วย


บทความโดย
พิพัฒน์